วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เคลียร์ชัด ถาม-ตอบ เรื่องเคลียร์ริ่งเฮาส์

สรุประบบเคลียริ่งเฮ้าส์มาง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอน คือ
            1.สมัครสอบตรงตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ตามใจชอบ สมัครกี่ที่ก็ได้ แต่ต้องเช็คกำหนดการของแต่ละมหาวิทยาลัยเอาเองว่าจะชนกันมั๊ย และต้องสมัครสอบ GAT/PAT หรือการสอบอื่นๆ ด้วยในกรณีที่มหาวิทยาลัยนั้นต้องใช้คะแนน GAT/PAT หรือคะแนนอื่นๆ มาใช้เป็นองค์ประกอบ สมัครสอบแล้ว ก็ไปสอบให้ครบทุกที ถ้าติดก็ต้องไปสัมภาษณ์ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องรับผิดชอบตัวเองทั้งหมด และทำตามกำหนดการของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ตามปกติ
           2.มหาวิทยาลัยส่งรายชื่อผู้ที่สัมภาษณ์ผ่านให้กับ สอท. แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ตกรอบไป ไม่มีผลต่อขั้นตอนนี้ ซึ่งการส่งรายชื่อนี้เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยค่ะ เราไม่ต้องทำอะไร
           3.เข้าสู่ระบบเคลียริ่งเฮ้าส์เพื่อยืนยันสิทธิ์หลังจากสอบผ่านสัมภาษณ์แล้ว ถ้าสอบติด 1 ที่ ก็ต้องยืนยันว่าจะเรียนมั้ย หรือ ถ้าติดหลายที่ ก็ต้องยืนยันว่าจะเรียนมั้ย และจะเรียนที่ไหน หลังจากนั้นก็โดนตัดสิทธิ์ในรอบแอดมิชชั่น เพื่อไม่ต้องไปแย่งที่ในสนามใหญ่อีกนั่นเอง ส่วนประโยชน์ของเคลียริ่งเฮ้าส์อยู่ตรงนี้ค่ะ เพราะถ้าติดแล้วไม่มีการยืนยันสิทธิ์ นั่นเท่ากับว่าเค้าปล่อยที่นั่งนี้ให้ลอยไป ดังนั้นที่นั่งของคนนั้นก็จะไปเพิ่มในรอบแอดมิชชั่นแทน เช่น ตอนแรกกำหนดว่ารับตรง 20 ที่  แอดมิชชั่น 20 ที่ แต่ถ้ายืนยันแค่ 15 เท่ากับว่ารอบแอดมิชชั่นก็จะเพิ่มที่นั่งเป็น 25 คน ซึ่งคนที่ไม่ยืนยันสิทธิ์หรือสละสิทธิ์ไป จะไม่โดนตัดสิทธิ์ สามารถกลับมาสอบในรอบแอดมิชชั่นกลางต่อไปได้   
           แต่ถ้าถึงเวลานี้ใครที่ยังไม่เข้าใจ สามารถหาซื้อหนังสือแอดมิชชั่นขั้นเทพฉบับอัพเดทล่าสุดปี 55 มาอ่านได้ เพราะอธิบายขั้นตอนในระบบเคลียริ่งเฮ้าส์อย่างละเอียดเลย หรือ รายละเอียดรับตรง การเตรียมตัวสู่สนามแอดมิชชั่นก็มีเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

10 วิธี เรียนยังไงให้เก่ง

1.มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งเรียนหนังสือที่บ้าน จำไว้ว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เรามีสมาธิในการเรียน
2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะอ่านแต่ละวิชา หรือทำการบ้านมากน้อยแค่ไหนและลงมือทำอย่างเต็มที่จนเสร็จ
3.บางวิชาที่ยากๆให้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ช่วยกันติว ช่วยกันเรียน ผลัดกันค้นคว้า ตั้งคำถาม จะช่วยให้เก่งกันยกกลุ่ม
4.มีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย ฝึกจนเป็นนิสัย อย่าตั้งใจเรียนหนังสือเป็นพักๆ
5.ฝึกทักษะการเรียนอยู่เสมอๆ เช่น ฝึกอ่านให้เร็วขึ้น จดบันทึกเป็นระบบ จัดระเบียบความคิด และ สรุปเนื้อหาจะช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
6.นั่งใกล้ครูมากที่สุด จะได้ไม่มีอะไรมาดึง ความสนใจในการเรียนของเรา
7.ทำการบ้านหรือรายงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จทันเวลา ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าทำเสร็จเร็วเท่าไร จะมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น
8.จัดลำดับความสำคัญของวิชาที่ต้องทำ เช่น วิชาไหนด่วนที่สุด หรือหัวข้อไหนไม่เข่าใจ ต้องเรียงลำดับไว้ และ ทำ ตามให้ได้
9.ทำความเข้าใจว่าครูผู้สอนแต่ละวิชามีการให้คะแนนอย่างไร คะแนนเก็บเท่าไร คะแนนสอบเท่าไร วางแผนทำคะแนนให้ดีในแต่ละส่วน
10.สำคัญที่สุดในการเรียน ก็คือมุ่งมั่นตั้งใจเรียนไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าตัวเราเองไม่อยากเรียนเก่ง เพราะฉะนั้นจำไว้ว่า WorkSmart , Not Hard

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รู้จักภัยน้ำท่วม และวิธีการรับมือน้ำท่วม

เมื่อย่างเข้าสู่ปลายเดือนพฤษภาคม สายน้ำแห่งความชุ่มฉ่ำ จะค่อย ๆ ไหลรินลงมาจากก้อนเมฆบนท้องฟ้า นั่นหมายความว่า กำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งสายฝนจะตกโปรยปรายลงมาให้ชุ่มฉ่ำ พืชผลทางการเกษตร ดอกไม้ ใบหญ้า จะได้สัมผัสกับน้ำฝนอย่างเต็มที่ เหล่าพายุต่าง ๆ แห่แหนพัดผ่านอยู่เนือง ๆ จนกว่าจะหมดฤดูในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งก่อนที่น้ำฝนจะเทลงมาในฤดูฝนนั้น เกษตรกรในแถบที่ราบสูงของไทย ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งแสนสาหัส ถึงขนาดที่ต้องพึ่งพาโครงการฝนหลวง เพื่อให้ผลผลิตการเกษตรยังคงออกดอกออกผลอยู่ได้ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในปีนี้ ความดีใจของเกษตรกรกลับเปลี่ยนแปลงเป็นความทุกข์ใจอีกครั้ง เพราะฝนที่ยังคงตกอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ได้เปลี่ยนให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง ต้องเผชิญกับน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมสูงจนทะลักเข้าสู่ที่พักอาศัย

          
อุทกภัย หรือ ที่เราเรียกติดปากว่า น้ำท่วม คือ มหันตภัยร้ายที่เกิดขึ้นโดยเงื้อมมือของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยน้ำท่วมออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
 1. น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากฝนที่ตกติดต่อกันหลายชั่วโมง จนผืนดินไม่สามารถดูดซับน้ำได้ทัน น้ำฝนที่เทลงมาจึงไหลลงสู่พื้นราบอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักเกิดขึ้นในที่ราบสูง และไหลลงสู่พื้นที่ต่ำกว่า จนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน และทรัพย์สินเสียหาย 

          2.
น้ำท่วมขัง และน้ำล้นตลิ่ง เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้พื้นที่ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำท่วมขังไม่สามารถระบายน้ำออกได้ อีกทั้งน้ำในแม่น้ำลำคลองยังมีปริมาณมากจนล้นตลิ่ง และอาจทะลักเข้าถึงบ้านเรือนได้ 
การเตรียมความพร้อมก่อนน้ำท่วม
         รู้จักกับภัยน้ำท่วมของคุณ
สอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม ด้วยคำถามต่อไปนี้
        -  ภายในละแวกใกล้เคียงในรอบหลายปีที่ผ่านๆมา เคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดเท่าไหร่
        -  เราสามารถคาดคะเนความเร็วน้ำหรือโคลนได้หรือไม่
        -  เราจะได้การเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่น้ำจะมาถึงเป็นเวลาเท่าไหร่
        -  เราจะได้รับการเตือนภัยอย่างไร
        -  ถนนเส้นใดบ้างในละแวกนี้ที่จะถูกน้ำท่วมหรือจะมีสิ่งกีดขวาง
การรับมือสำหรับน้ำท่วมครั้งต่อไปควรปฏิบัติดังนี้                               
        1.  คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินของคุณเมื่อเกิดน้ำท่วม
        2.  ทำความคุ้นเคยกับระบบการเตือนภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการอพยพ
        3. เรียนรู้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้านไปยังที่สูงหรือพื้นที่ปลอดภัย
        4. เตรียมเครื่องรับวิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน แหล่งอาหารและไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง
        5. ผู้คนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม ควรจะเตรียมวัสดุ เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น เพื่อใช้ป้องกันบ้านเรือน และทราบแหล่งทรายที่จะนำมาใช้
        6. นำรถยนต์และพาหนะไปเก็บไว้ในพื้นที่ซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง
        7.  ปรึกษาและทำข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการประกันความเสียหาย
        8.  บันทึกหมายเลขโทรศัพท์สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และเก็บไว้ตามที่จำง่าย
        9.  รวบรวมของใช้จำเป็นและเสบียงอาหารที่ต้องการใช้ภายหลังน้ำท่วมไว้ในที่ปลอดภัยและสูงกว่าระดับที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึง
        10.  ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวีดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน       11.  เก็บบันทึกรายการทรัพย์สิน เอกสารสำคัญและของมีค่าอื่นๆ ในสถานที่ปลอดภัยห่างจากบ้านหรือห่างจากที่น้ำท่วมถึง เช่น ตู้เซฟที่ธนาคาร หรือไปรษณีย์
        12.  ทำแผนการรับมือน้ำท่วม และถ่ายเอกสารเก็บไว้ในที่สังเกตได้ง่าย  และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เราจะรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างไร

คุณพร้อมหรือยัง? กับการรับมือ “ภัยธรรมชาติ”


             สำหรับในประเทศไทยนั้นพบว่าวงจรความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวนั้นนับได้เป็นพันเป็นแสนปีขึ้นไป..ดังนั้นเราจึงไม่ควรวิตกกังวลกันให้มากจนเกินไป แต่ในทางกลับกันก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจจนไม่เตรียมตัวอะไรเลย เพราะบางครั้งการที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกลับเป็นการสร้างความเสี่ยงให้มากขึ้นกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเสียอีกทั้งนี้ก็เนื่องจากความนิ่งนอนใจและความไม่ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นนี้เอง
              หากมองดูตัวเลขความสูญเสียที่มาจากภัยธรรมชาตินั้น ในประเทศไทยพบว่ามีค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปี 2553 ที่ผ่านมาแม้ยังไม่มีการรายงานตัวเลขที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะเฉียดอยู่ที่กว่า 1 แสนล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมตัวเลขของผู้เสียชีวิตอีกมากมายที่ไม่อาจประมาณค่าได้ ทั้งหมดนี้เราทุกคนสามารถช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมป้องกันและรับมือได้ โดยเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่ความคิดและทัศนคติของเราเอง เริ่มจากการมองว่าภัยธรรมชาติทั้งหลายนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แท้จริงแล้วภัยธรรมชาติเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจสามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุก ๆ คน และเมื่อไรก็ตามที่ทุกคนเกิดทัศนคติเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นระบบการป้องกันทั้งหลายก็จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมพร้อมๆ กันทั้งสังคมต่อไป